ร้องทุกข์ต่างประเทศ ติดตามสิทธิประโยชน์

การร้องทุกข์/ติดตามสิทธิประโยชน์เงินคืนภาษี

 

 1. สิทธิประโยชน์เงินคืนภาษีของคนงานจากประเทศไต้หวัน

     คนงานที่เดินทางไปทำงานในไตหวันต้องเสียภาษีรายได้ ซึ่งทางการไตหวันกำหนดดังนี้

 

 1.1   คนงานต่างชาติที่พำนักในไต้หวัน ไม่ครบ 183 วัน ใน 1 ปี ภาษี(มกราคม-ธันวาคม) หากรายได้รวมของคนงานต่างชาติในเดือนนั้นๆ ไม่เกิน 1.5 เท่า ของค่าจ้างขั้นต่ำ หรือ 25,920 เหรียญไต้หวัน จะเสียภาษีเพียงร้อยละ 6 (จากเดิมที่ต้องเสียภาษี 20% โดยไม่สามารถขอรับคืน)

1.2   คนงานตางชาติที่พำนักในไต้หวัน ไม่ครบ 183 วัน และรายได้รวมต่อเดือนเกิน 25,290 เหรียญไต้หวัน ยังคงต้องเสียภาษีร้อยละ 18 (จากเดิมที่ต้องเสียภาษี 20% โดยสรรพากรปรับลดลงเลหือร้อยละ 18 นบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป) โดยไม่ได้รับคืนเช่นเดิม

        ในระหว่างนั้นหากแรงงาต่าาติที่มีคุณสมบัติดังกล่าว และถูกหักภาษีร้อยละ 18 ไปล่วงหน้าแล้ว สารมารถยื่นขอรับคืนในส่วนที่เก็บเกินได้  เนื่องจากในทางปฏิบัติอาจมีนายจ้างที่หักภาษี ณ ที่จ่ายล่วงหน้า ร้อยละ 18 ทุกเดือน อย่างไรก็ตามแรงงานต่งชาติทุกรายที่จะเดินทางกลับจะต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีก่อนเดินทางกลับ ซึ่งหากในเดือนใดที่มีรายได้ไม่เกิน 25,290 เหรียญไต้หวัน ก็จะได้รับคืนภาษีส่วนหักเกินไว้ (ร้อยละ 14) ในเดือนนั้นๆ

1.3   ในแต่ละเดือนค่าจ้างทำงานล่วงเวลาหรือค่าโอทีจะได้รับการยกเว้นภาษี 46 ชั่วโมง ค่าโอทีส่วนที่เกินจาก 46 ชั่วโมง ค่าโอทีส่วนที่เกินจาก 46 ชั่วโมงจึงจะนำไปรวมกับเงินเดือนพื้นฐานเบี้ยเลี้ยงหรือรายได้ที่นายจ้างจ่ายให้เป็นประจำเพื่อการคำนวณภาษี

 

1.4   คนงานต่างชาติที่พำนักในไต้หวันครบ  183  วันใน  1  ปี ภาษีจะได้รับการยกเว้นและลดหย่อนค่าใช้จ่ายปีละ  201,000  เหรียญไต้หวันเหมือนเดิมเงินได้สุทธิที่เกินจากนี้ จึงจะเสียภาษีร้อยละ 6  หากนายจ้างมีการหักภาษีล่วงหน้าเกินกว่าที่ต้องเสียจริง หลังจากยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีประจำปีในเดือนพฤษภาคมของทุกปีแล้วประมาร 3-4 เดือน  จึงจะได้รับคืนเงินภาษีในส่นที่จ่ายเกิน

 

 เงื่อนไขการยื่นคำร้องขอคืนภาษี

        -  ไต้หวันกำหนดให้ยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ระหว่างวันที่  1-31 พฤษภาคม ของทุกปี  สำหรับผู้ที่จะเดินทางกลับประเทศต้องยื่นแบบแสดงภาษีและชำระภาษีก่อนเดินทางกลับประมาณ  1  สัปดาห์

       -  การยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีไต้หวันควรยื่นคำร้องภายหลังเดินทางกลับจากไต้หวันมาแล้วประมาณ  6 เดือน - 1 ปี (ภายหลังจากที่เดินทางกลับมาแล้วเป็นเวลา  6  เดือน และพบว่ายังไม่ได้รับเงินโอน              ภาษีคืนให้) ไม่ควรปล่อยเรื่องไว้เกิน  5  ปี  เนื่องจากกรมสรรพกรไต้หวันจะเก็บหลักฐานการจ่ายภาษีไว้เพียง  5  ปี นับจากวันที่นายจ้างยื่นชำระภาษี หากเกินระยะเวลา 5 ปี จะไม่สามารถตรวจสอบเงินคืนภาษีได้

 

 เอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นคำร้อง

       คนงานไทยผู้ขอภาษีคืนต้องกรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มบันทึการสอบข้อเท็จจริงกรณีการจ่ายเงินค่าภาษีไต้หวันส่วนที่จ่ายเกิน  เพื่อขอเงินคืนภาษีและแนบเอกสารที่จำเป็นประกอบด้วย

       1. สำเนาหนังสือเดินทางฉบับที่ใช้เดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน

       2. สำเนาบัตรแสดงถิ่นที่อยู่ (ใบกาม่า) กรณีไม่มีต้องมีที่อยู่นายจ้างที่ชัดเจนและถูกต้อง

       3. หนังสือมอบอำนาจการขอรับเงินคืนภาษี(ภาษาจีน) ลงลายมือชื่อให้เหมือนในหนังสือเดินทาง(คนงานต้องลงลายมือชื่อให้เหมือนลายมือชื่อในหนังสือเดินทาง)

       4. สำเนาเลขที่บัญชีเงินฝากที่จะให้โอนเงินเข้า(ควรเป็นบัญชีในชื่อของคนงานผู้ร้อง และจะต้องไม่ปิดบัญชีที่แจ้งไว้)

(สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านไม่ต้องการ)

        อายุความ  - กำหนด  5  ปี  นับจากวันที่เดินทางออกจากไต้หวัน

 

 

 

 2. สิทธิประโยชน์เงินคืนภาษีของคนงานจากประเทศสิงคโปร์

      การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Income  Tax) ในประเทศสิงคโปร์ ขึ้นอยู่กับรายได้และจำนวนวันที่อยู่ในประเทศสิงคโปร์  หลักเกณฑ์การเสียภาษีสรุปได้ ดังนี้

 

ระยะเวลาที่อยู่ในประเทศสิงคโปร์                                    อัตราการเสียภาษี

                         (ตามปีปฏิทิน  1 ม.ค.-31 ธ.ค.)

1. น้อยกว่า  60  วัน                                                                                 - ได้รับการยกเว้น

2. ระหว่าง  60 วัน ถึง 182 วัน หักค่่าลดหย่อนใดๆ                                   - 15% ของรายได้ทั้งหมดไม่มีการ

3. อย่างน้อย   183 วัน  ใน  1  ปี                                                              - ตามอัตราการเสียภาษี

4. อย่างน้อย  183  วันในระยะ  2  ปีติดต่อกัน                                          - ตามอัตราการเสียภาษี

    (กรณีที่เข้าประเทศสิงคโปร์นับจากว้ันที่ 1 ม.ค. 2550

5. ติดต่อกัน  3  ปี                                                                                    - ตามอัตราการเสียภาษี

 

Double Click on image to Enlarge.

ตามกฎหมายภาษีสิงคโปร์ บุคคลที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 เหรียญสิงคโปร์ต่อปีไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้นแรงงานไทยส่วนใหญ่จะไม่เสียภาษี เพราะมีรายได้ไม่เกิน 20,000 เหรียญสิงคโปร์ แต่หากทำงานเกิน 60 วัน แต่น้อยกว่า  183  วัน ก็จะต้องเสียภาษีอัตราร้อยละ  15  โดยไม่มีการหักค่าลดหย่อนใดๆ

 

การขอภาษีหักฝากคืน

     นายจ้างจะหักเงินค่าภาษีจากเงินเดือนแรงงานทุกราย และจะคืนให้หากไม่เสียภาษี แต่หากแรงงานไทยทำงานเกิน  60  วัน แต่น้อยกว่า  183  วัน ก็จะต้องเสียภาษีร้อยละ 15 นายจ้างก็จะหักเงินตามจำนวนที่ได้รับแจ้งจากสรรพากรสิงคโปร์  ดังนั้นหากลูกจ้างต้องการทราบการประเมินผล การเสียภาษีก่อนเดินทางกลับ เห็นควรแจ้งนายจ้างก่อนการยกเลิกสัญญาจ้างอย่างน้อย  2 - 4 สัปดาห์

     กรณีที่แรงงานไทยมีความจำเป็นต้องเดินทางไปกลับประเทศไทยก่อนได้รับผลประเมิน  การเสียภาษีให้แรงงานไทยติดต่อ สนร.สิงคโปร์ พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องดังนี้

     1. สำเนาหนังสือเดินทางทุกหน้าที่มีตราประทับ

     2. สำเนาใบอนุญาตการทำงาน

     3. สำเนาหลักฐานการรับเงินค่าจ้างที่แสดงว่ามีการหักค่าจ้างเพื่อเป็นค่าภาษี

 

ข้อมูลสำคัญ

      หากลูกจ้างไม่ได้รับความเป็นธรรมกรณีเงินค่าภาษี และต้องการเรียกร้องผ่านกระทรวงแรงงานสิงคโปร์  ลูกจ้างจะต้องทำภายใน  6  เดือน นับจากวันที่ยกเลิกสัญญาจ้าง หรือเดินทางออกนอกประเทศสิงคโปร์ และมีสิทธิเรียกคืนย้อนหลัง  1  ปี นับจากวันแจ้งเรื่อเท่านั้น

 

เอกสารที่ควรมีประกอบกรณีขอความช่วยเหลือผ่าน สนร.สิงคโปร์

      1. ใบอนุญาติการทำงาน

      2. สัญญาจ้าง

      3. หลักฐานการรับเงิน

      4. หลักฐานการหักเงิน เช่นเป็นค่าภาษี หรือ/และ หลักฐานการประเมินผลการเสียภาษี

      5. เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่มาร้องทุกข์

 3. สิทธิประโยชน์เงินคืนภาษีของคนงานจากประเทศญี่ปุ่น

      การเสียภาษี และการยื่นขอคืนภาษี

      การเสียภาษีเงินได้

      คนไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีรายได้เกินกว่าปีละ 1,030,000 เยนขึ้นไป  จะต้องชำระภาษีเงินได้ให้แก่รัฐบาลญี่ปุ่น  ส่วนผู้ที่ลักลอบทำงานอยู่อย่างผิดกฎหมายนั้น  การชำระภาษีจะขึ้นอยู่กับนายจ้าง  หากนายจ้างหักเงินรายได้เป็นค่าภาษีจำเป็นต้องชำระภาษีเช่นกัน ตามปกตินายจ้างมีหน้าที่หักภาษีจากเงินรายได้ของลูกจ้างและนำส่งสำนักงานภาษีต่อไป  ในกรณีที่นายจ้างมิได้หักภาษี  ณ  ที่จ่ายไว้ลูกจ้างจะต้องยื่นชำระภาษีด้วยตนเอง

       การขอคืนภาษีเงินได้

       ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทยที่มีวีซ่าหรือไม่มีก็ตาม  หากถูกหักหรือชำระภาษีเงินได้ไว้เป็นจำนวนสูงกว่าที่เป็นจริงก็มีสิทธิขอคืนส่วนที่ชำระไว้เกินได้โดยสามารถขอคืนเงินภาษีเฉพาะส่วนที่จ่ายไว้เกินจำนวนเท่านั้น  ย้อนหลังได้  5  ปี  ภาษีนับจากปีภาษีปัจจุบันย้อนหลังไป โดยเอกสารประกอบการยื่นมีดังนี้

       1. หลักฐานประจำตัว ได้แก่ หนังสือเดินทาง หรือบัตรประจำตัวประชาชน

       2. บัตรประจำตัวคนต่างด้าว (Gaikokjin  Torkusho)  

       3. หลักฐานแสดงการหักภาษี  ณ  ที่จ่าย(Kyuyoshotoku  Gensenchoshuhyo)

       4. รายละเอียดบัญชีธนาคารที่ต้องการให้ส่งเข้าเงินคืนภาษี

       5. ตราประทับ (อิงคัง)

       6. ในกรณีที่มีบุคคลในภาวะพึ่งพิงที่ต้องการให้หักลดหย่อนภาษีในการคำนวณภาษีจะต้องมีหลักฐานอื่นประกอบ  ได้แก่

           6.1  หลักฐานแสดงตนของบุคคลในภาวะพึ่งพิง เช่าน  สำเนาทะเบียนบ้าน(พร้อมคำแปลภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอังกฤษ)

           6.2  หลักฐานการส่งเงินไปประเทศไทยเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูบุคคลในภาวะพึ่งพิง

        การยื่นขอคืนภาษีเงินได้ส่วนที่จ่ายไว้เกินนั้น  คนงานจะต้องไปยื่นเอกสารด้วยตนเอง และลงนามในแบบฟอร์มการขอคืนภาษี  ณ  สำนักงานภาษีในเขตที่อาศัยอยู่หลังจากหน่วยงานภาษีของญี่ปุ่นได้รับคำขอคืนภาษีไว้แล้ว  ก็จะตรวจสอบเอกสารและคืนเงินภาษีส่วนที่ชำระไว้เกินให้โดยวิธีโอนเงินเข้าบัญชีตามที่ระบุไว้ในคำขอคืนภาษีซึ่งใช้เวลาทั้งหมดประมาณ  3  เดือน

 

 

 4. สิทธิประโยชน์เงินคืนภาษีของคนงานจากสาธารณรัฐเกาหลี   

      ประชาชนเกาหลีใต้และคนต่างชาติที่อยู่อาศัยและทำงานในสาธารณรัฐเกาหลี(เกาหลีใต้) ซึ่งมีรายได้ตั้งแต่  795,000  วอน  มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ภายใต้กฎหมายที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน  โดยนายจ้างเป็นผู้หักเงินภาษีนำส่งสำนักงานภาษีแห่งชาติ(National  Tax Service) ทั้งนี้แรงงานไทย(EPS) ในสาธารณรัฐเกาหลีมีรายได้(ค่าจ้างและค่าล่วงเวลา)เฉลี่ยระหว่าง  858,990  วอน - 2,000,000  วอน  นายจ้างจะหักเงินรายได้นำส่งอัตราต่ำสุดเดือนละ  730 วอน  และอัตราสูงสุด เดือนละ 22,210  วอน

       ตั้งแต่วันที่  1  มกราคม - 31 ธันวาคม 2553  แรงงานไทยที่ทำสัญญาจ้างทำงานสัปดาห์ละ  40  ชั่วโมง(ไม่รวมค่าล่วงเวลา) จะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำเดือนละ  858,990  วอน  นายจ้างจะหักเงินรายได้นำส่งภาษีเดือนละ  730  วอน และแรงงานไทยที่ทำสัญญาจ้างทำงานสัปดาห์ละ  44  ชั่วโมง(ไม่รวมค่าล่วงเวลา)     จะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำเดือนละ  928,860 วอน  นายจ้างจะหักเงินรายได้นำส่งภาษี เดือนละ 1,540  วอน  กรณีที่นายจ้างหักเงินรายได้นำส่งเกินอัตราที่สำนักงานภาษีแห่งชาติกำหนด นายจ้างจะเป็นผู้ขอคืนเงินภาษีแก่แรงงานในการยื่นแบบคำร้องเสียภาษีประจำปี(เดือนมกราคมของปีถัดไป)

        คนงานต่างชาติทุกคนที่ทำงานในประเทศเกาหลี  มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้เช่นเดียกันคน       ท้องถิ่น  อัตราค่าเสียภาษีเงินได้ขึ้นอยู่กับรายได้ของแต่ละบุคคล ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 860,000  วอน  ไม่เสียภาษีรายได้  ผู้มีรายได้  1,000,000  วอน เสียภาษีรายได้เดือนละ  2,340  วอน  และผู้มีรายได้  1,200,000  วอน  เสียภาษีรายได้เดือนละ  5,580  วอน  โดยปกตินายจ้างเป็นผู้หักภาษีแล้วนำส่ง  ทั้งนี้ผู้เสียภาษีไม่มีสิทธิขอภาษีคืน

 

สิทธิประโยชน์(อื่นๆ) ของคนงานสาธารณรัฐเกาหลี

      

       แรงงานต่างชาติทุกคนที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในสาธารณรัฐเกาหลี  จะได้รับการคุ้มครองตาม           พ.ร.บ.มาตรฐานแรงงาน , พ.ร.บ. ค่าจ้างขั้นต่ำ , พ.ร.บ. ความปลอดภัยและพลานามัยในอุตสาหกรรม และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกับประชาชนเกาหลีใต้

 

       ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างชาติ (แก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่  10  ธันวาคม 2552  แรงงานต่างชาติที่เดินทางเข้ามาทำงานตามระบบ Employment  Permit  System(EPS) ซึ่งถือวีซ่า E 9  จะได้รับอนุญาตให้ทำงานในสาธารณับเกาหลี 3 ปี และนายจ้างสามารถจ้างต่อได้ 1 ครั้ง ไม่เกิน  2 ปี รวมเป็นระยะเวลาจ้างงานต่อเนื่อง  5  ปี  โดยไม่ต้องเดินทางกลับประเทศหลังสิ้นสุดสัญญาจ้าง  3 ปีแรก (พ.ร.บ.ว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างชาติฉบับเดิม แรงงานต่างชาติจะต้องเดินทางกลับประเทศเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง 3 ปีแรก เป็นเวลาอย่างน้อย  1  เดือน จึงจะสามารถเดินทางกลับเข้ามาทำงาานใหม่ในระบบการจ้างต่ออีกไม่เกิน 2 ปี)  ทั้งนี้มากกว่า 1 ปีได้ตามความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย แต่ต้องไม่เกินระยะเวลาอนุญาตให้ทำงานในสาธารณรัฐเกาหลี (ระยะเวลา  3  ปี  สำหรับการเดินทางเข้าไปทำงานครั้งแรก(First-entry) และระยะเวลา  2  ปี  สำหรับการจ้างต่อ (Re-entry)

 

สิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานของแรงงานต่างชาติ  มีดังนี้

    1.  ค่าจ้าง

         กระทรวงแรงงานสาธารณรัฐเกาหลี  ได้ประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่  1  มกราคม - 31 ธันวาคม 2553  ชั่วโมงละ  4,110  วอน (กรณีทำงานกะกลางคืนระหว่าง 22.00 น. - 06.00 น. นายจ้างต้างจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้น 50% หรือเท่ากับชั่วโมงละ 6,165 วอน) ทั้งนี้ สัญญาจ้างงานจะกำหนดชั่วโมงการทำงานปกติต่อสัปดาห์  40  ชั่วโมง หรือ 44 ชั่วโมง(ตาม พ.ร.บ.มาตรฐานแรงงานฉบับแก้ไข) โโยมีสูตรการคำนวณเป็นเงินค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือน  ดังนี้

 

     * การคำนวณค่าจ้างมาตรฐาน  44  ชั่วโมงต่อสัปดาห์ *

[ 44 ชั่วโมง(ทำงานปกติต่อสัปดาห์) + 8 ชั่วโมง(ทำงานวันหยุด) x 52 สัปดาห์ + 8 ชั่วโมง(ทำงาน ต่อวัน) % 12 เดือน ] =  226 ชั่วโมง x 4,110  วอน  เป็นเงินค่าจ้างขั้นต่ำเดือนละ  928,860  วอน

 

     * การคำนวณค่าจ้างมาตรฐาน  40  ชั่วโมงต่อสัปดาห์ *

[ 40 ชั่วโมง(ต่อสัปดาห์) + 8 ชั่วโมง(ทำงานวันหยุด)  x 52 สัปดาห์ + 8  ชั่วโมง(ทำงานต่อวัน) % 12 เดือน]= 209 ชั่วโมง x 4,110  วอน  เป็นเงินค่าจ้างขั้นต่ำเดือนละ  858,990  วอน

 

      อัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามข้างต้นไม่มีผลบังคับใช้แก่แรงงานที่อยู่ในสัญญาช่วงฝึกงาน แต่แรงงานที่ฝึกงานจะต้องได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของค่าจ้างขั้นต่ำกรณีชั่วโมงการทำงนจริงต่ำกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างนายจ้างสมารถจ่ายเงินค่าจ้างตามชั่วโมงการทำงานจริงได้

 

      กรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดประกอบกิจการชั่วคราวด้วยเหตุที่เป็นความผิดพลาดของนายจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่สั่งให้หยุดงาน

 

       2. ค่าล่วงเวลา

           การทำงานล่วงเวลา  เป็นการทำงานนอกเหนือจากเวลาทำงานปกติ(8 ชั่วโมง) ต้องเป็นการตกลงยินยอมระหว่างฝ่ายนายจ้างกับลูกจ้าง  แต่ต้องไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตาม พ.ร.บ.มาตรฐานแรงงาน การคำนวณค่าล่วงเวลา  มีดังนี้

           * ค่าล่วงเวลาการ่ำงานกะกลางวันและกะกลางคืน (นอกเหนือจากเวลาทำงานปกติ 8 ชั่วโมง) ชั่วโมงละ 150% หรือเท่ากับ 6,165  วอน (จำนวนชั่วโมง x 4,110 x 150%) กรณีทำงานล่วงเวลาระหว่าง 22.00 น. - 06.00  น. ชั่วโมงละ 200 % หรือเท่ากับ 8,220 วอน (จำนวนชั่วโมง x4,110 x 200%)

           * ค่าล่วงเวลา+วันหยุด  เวลาทำงาน 8 ชั่วโมงแรก(ไม่รวมเวลาพัก) ชั่วโมงละ 150% หรือเท่ากับ 6,165 วอน (จำนวนชั่วโมง x 4,110 x 150%) เวลาทำงานตั้งแต่ชั่วโมงที่  9 ชั่วโมงละ 200% หรือเท่ากับ 8,220 วอน (จำนวนชั่วโมง x 4,110 x 200%)

           * ค่าล่วงเวลา+วันหยุด+กะกลางคืน(ระหว่าง 22.00 น. - 06.00 น.) ชั่วโมงละ 250%  หรือเท่ากับ 10,275 วอน (จำนวนชั่วโมง x 4,110 x 250%)

           ตาม พ.ร.บ. มาตรฐานแรงงาน กรณีทำงานในการกสิกรรม  เลี้ยงสัตว์ ประมง ได้รับการยกเว้นในการจ่ายค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด

 

        3. ชั่วโมงการทำงาน

            ชั่วโมงการทำงาน  หมายถึง  เวลาที่เริ่มทำงานถึงหมดเวลาทำงาน ไม่รวมชั่่วโมงพัก (ชั่วโมงทำงานขริง) ตาม พ.ร.บ. มาตรฐานแรงงานฉบับแก้ไข (15 กันยายน พ.ศ. 2546) สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป กำหนดชั่วโมงการทำงานมาตรฐานวันละ 8 ชั่วโมง และสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง สำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างต่ำกว่า 20 คน จะถูกบังคับใช้มาตรฐานชั่วโมงการทำงานตามข้างต้นใน พ.ศ. 2554 นี้ ทั้งนี้ พ.ร.บ. มาตรฐานแรงงานที่เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานไม่มีผลบังคับใช้กับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างต่ำกว่า 5 คน

             ในการทำงาน 4 ชั่วโมง นายจ้างจะต้องจัดให้มีเวลาพักอย่างน้อย  30  นาที หรือกรณีทำงานติดต่อกัน  8 ชั่วโมง  นายจ้างจะต้องจัดให้มีเววลาพักอย่างน้อย  1  ชั่วโมง รวมทั้งต้องจัดให้มีวันหยุดอย่างน้อย  1  วันในสัปดาห์

 

          4. การประกันสังคม

              ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างชาติ บังคับให้แรงงานต่างชาติ(วีซ่า E 9) ที่เดินทางเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต้องทำประกันภัยทั่วปไภายใน  15  วัน  นับจากวันที่เดินทางเข้าสาธารณรัฐเกาหลี  โดยผู้เอกประกันจะได้รับการคุ้มครอง(ระยะเวลา  3  ปี)   ทั้งนี้ การประกันภัยทั่วไปนี้จะไม่คุ้มครองเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล โดยบริษัทประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจะประเมินความสูญเสียและจ่ายเป็นเงินชดเชยเท่านั้น ในกรณีได้รับอบัติเหตุ (เสียชีวิต/ไร้ความสามรถถาวร) จะด้รับเงินชดเชยสูงสุดไม่เกิน 30 ล้านวอน และกรณีเจ็บป่วย (เสียชีวิต/ไร้ความสารถถาวรขั้นรุนแรง) จะได้รับเงินชดเชยไม่เกิน 15  ล้านวอน

 

               อัตราเบี้ยประกันของการประกันภัยทั่วไปขึ้นอยู่กับเพศและอายุของแรงงานต่างชาติ  โดยแรงงานต่างชาติสามารถสมัครประกันภัยทั่วไป  ณ  ศูนย์ฝึกอบรมแรงงานต่างชาติที่แรงงานผู้นั้นเข้ารับการอบรมก่อนส่งต่อให้นายจ้าง   ทั้งนี้เบี้ยประกันภัยจะถูกตัดผ่านบัญชีธนาคารที่แรงงานต่างชาติแจ้งไว้  แรงงานต่างชาติที่ฝ่าฝืนไม่ทำประกันภัยทั่วไป มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน  5  ล้านวอน

 

               เบี้ยประกันภัยทั่วไป   สามารถเรียกคืนบางส่วนได้กรณ๊แรงงานต่างชาติเดินทางออกนอกสาธารณรัฐเกาหลีโดยไม่มีการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยใดๆ (ยังไม่มีการใช้สิทธิ์ชดเชย)  ก่อนที่ประกันภัยจะหมดอายุ ( 3 ปี)  เนื่องจากสิ้นสุด/ยกเลิกสัญญาจ้าง

 

             5. การประกันสุขภาพ

                 กฎหมายประกันสุขภาพของสาธารณับเกาหลี  กำหนดให้นายจ้างต้องสมัครประกันสุขภาพให้แรงงานต่างชาติ (วีซ่า  E 9) ภายใน  14  วัน  นับจากวันทำสัญญาจ้าง โดยนายจ้างและลูกจ้างจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพฝ่ายละ  50%  ผู้เอาประกันจะได้รับบัตรประกันสุขภาพภายใน  7  วันนับตั้งแต่วันขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันสุขภาพ เพื่อใช้แสดงตนเมื่อขอรับบริการทางการแพทย์  ทั้งนี้ผู้เอาประกันจะได้รับการคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล  กรณีเล็บป่วยทั่วไปที่ไม่ใช่สาเหตุมาจากการทำงาน

                  ระบบประกันสุขภาพของสาธารณรัฐเกาหลีเป้นระบบร่วมจ่าย  แม้ผู้ป่ายจะมีประกันสุขภาพแล้วก็ตาม  ผู้ป่วยจะต้องมีส่วนในการรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทุกครั้งที่พบแพทย์  โดยมีอัตรการ่วมจ่ายระหว่าง 20-60 % ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานประกันสุขภาพกำหนด  ขึ้นอยู่กับประเภทการรักษาพยาบาล (ผู้ป่วยนอก/ผู้ป่วยใน) และสถานประยาบาล เช่น คลินิคโรงพยาบาลทั่วไป  โรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลที่มีผู้เชียวชาญเฉพาะโรค

                   ในกรณีของแรงงานต่างชาติอยู่ทำงานอย่างผิดกฎหมาย จะไม่สามารถสมัครประกันสุขภาพของรัฐได้

 

                6. การประกันเจ็บป่วยและอบัติเหตุอันเนื่องจากการทำงาน

                    พ.ร.บ. ประกันค่าทดแทนอุบัติเหตุในอุตสาหกรรม (Industrial  Accident Compensation  Insurance  Act) กำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่  1  คน ขึ้นไป  ต้องทำประกันอุบัติเหตุในการทำงานให้ลูกจ้างทุกคน  ภายใน  15  วัน นับจากวันทีสัญญาจ้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือบาดเจ็บจากการทำงาน  โดยไม่คำนึงถึงสาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บซึ่งอาจจะเกิดจากความไม่รู้หรือความผิดของลูกจ้าง และไม่คำนึงถึงสถานะแม้ว่าจะทำงานกับสถานประกอบการที่ผิดกฎหมายหรือเป็นแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย  โดยลูกจ้างที่ประสบอันตรายจากการทำงานจะได้รับการรักษาพยาบาลและค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะ  ค่าทดแทนการขาดรายได้  ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพและหากประสบอันตรายถึงแก่ความตาย นอกจากได้รับค่าทำศพแล้วทายาทยัได้รับเงินทดแทนอีกด้วย

 

                     ลูกจ้างที่ประสบอันตรายจากการทำงานและอยู่ระหว่างการพักรักษาตัวสามารถปฏิเสธการทำงานโดยนายจ้างไม่สามารถบังคับให้ทำงานหรือบังคับให้ออกนอกเหนือประเทศได้   ในกรณีที่ลูกจ้างที่ประสบอบัติเหตุยังอยู่ระหว่งการรักษาแต่สามารถทำงานได้  ลูกจ้างผู้นั้นยังมีสิทธิ์รับค่ารักษพยาบาลจนกว่าจะสิ้นสุดการรักษา โดยได้รับค่าจ้างแรงงานจากนายจ้างและหมดสิทธิ์รับค่าทดแทนการขาดรายได้

 

                     สำหรับแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่เกิดอุบัติเหตุเนื่องจากการทำงานให้ใช้ใบรับรองแพทย์และเอกสารรับรองจากสำนักงานประอุบัติเหตุเนื่องจากการทำงาน  นำไดำเนินการเพื่อรับเอกสารรับรองการอยู่อาศัยในเกาหลี (วีซ่า G-1) ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

 

              สิทธิประโยชน์จากการประกันเจ็บป่วยและอุบัติเหตุอันเนื่องจากการทำงาน  มีดังนี้

 

                      (1) ค่ารักษาพยาบาล  (Medical  Care  Benefits) เป็นเงินที่จ่ายให้แก่แรงงานที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลตั้งแต่  4  วันขึ้นไป ได้แก่ ค่าตรวจวินิจฉัย  ค่ายา  ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์  ค่าผ่าตัด  ค่าอวัยวะเทียม  ค่าส่งต่อ

                      (2) ค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพชั่วคราว  (Temporary  Disability  Benefits)  เป็นเงินที่จ่ายให้แก่แรงงานในอัตราร้อยละ  70  ของค่าจ้างรายวันเฉลี่ย  เพื่อทดแทนการขาดรายได้ระหว่างรับการรักษาพยาบาล

                      (3) ค่าทดแทนรายปี  (Injury-disease Compensation Annuity)  เป็นเงินที่จ่ายให้แรงงานที่ได้รับการรักษาพยาบาลมานานกว่า 2 ปี แต่ยังไม่สิ้นสุดการรักษา จำนวนค่าทดแทนขึ้นอยู่กับระดับความพิการ  ดังนี้

                            * ความพิการระดับที่  1    ได้รับค่าทดแทน  329  วันของค่าจ้างเฉลี่ย

                            * ความพิการระดับที่  2    ได้รับค่าทดแทน  291  วันของค่าจ้างเฉลี่ย

                            * ความพิการระดับที่  3    ได้รับค่าทดแทน  257  วันของค่าจ้างเฉลี่ย

 

                       (4) ค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพถาวร  (Permanent  Disability)   เป็นสิทธิประโยชน์สำหรับแรงงานที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนพิการทางร่างกายหรือจิตใจจำนวนเงินทดแทนขึ้นอยู่กับระดับความพิการ

                       (5) ค่าดูแล  (Nersing  benefits) สำหรับแรงงานที่สิ้นสุดการรักษาพยาบาลแล้ววแต่ยังจำเป็นต้องมีผู้ดูแลเป็นประจำหรือครั้งคราว

                       (6) ค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพถาวร (Survivors Benefits)  เป็นสิทธิประโยชน์ที่จ่ายแก่ทายาท หรือผู้อยู่ในอุปการะของแรงงานที่เสียชีวิตจากการทำงาน โดยเหมาจ่ายให้จำนวน 1,300  วันของ ค่าจ้างเฉลี่ยรายวัน

                        (7) ค่าจัดการงานศพ  (Funeral  Expenses)  เป็นค่าใช้จ่ายจริงที่จ่ายให้แก่ผู้จัดการศพของแรงงานที่เสียชีวิตจากการทำงาน โดยคำนวณจ่ายเท่ากับ 120 วันของค่าจ้างเฉลี่ยวันรายวัน แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 7,525,000  วอน และไม่เกิน 10,814,947 วอน

 

เงื่อนไขและแนวปฏิบัติในการรับเงินทดแทน

      (1)  กรอบแบบฟอร์มการได้รับบาทเจ็บจากการทำงาน (3 ชุด) การได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ เงินทดแทนการขาดรายได้ เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ(ถ้ามี) และการเรียกร้องสิทธิ์ในการรักษาพยาบาล  พร้อมลงลายมือชื่อแรงงานผู้ประสบอันตราย หรือทายาทนายจ้างและสถานพยาบาล

      (2)  บันทึกการบาดเจ็บ ระบุวันที่ประสบอันตราย และรายละเอียดอื่นๆ

      (3)  ส่งเอกสารทั้งหมดไปยังสำนักงานสวัสดิการแรงงาน (Korea) Labour Welfare Corportion : WELCO) พร้อมหลักฐานประจำตัว ได้แก่ สำเนาหนังสือเดินทาง, สำเนาบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าว, สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากซึ่งมีชื่อแรงงานหรือทายาท, สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือทะเบียนบ้านของทายาท

 

                (7)  การประกันการจ้างงาน

                       การประกันการจ้างงาน เป็นการประกันภาคสมัครใจเพื่อเป็นค่าครองชีพกรณีแรงงานต่างชาติถูกเลิกจ้าง โดยนายจ้างและลูกจ้างจ่ายค่าเบี้ยประกันการจ้างงานฝ่ายละ  50 % สามารถสมัครได้ที่ สำนักงานสังคมสงเคราะห์และค่าทดแทนสำหรับแรงงาน  ทั้งนี้  แรงงานที่ได้รับการจ้างตั้งแต่  180  วันขึ้นและต่อมาถูกเลิกจ้าง สามารถขอรับเงินชดเชยได้ที่ศูนย์ความมั่นคงในการจ้างงาน ยกเว้นในกรณีที่เปลี่ยนงานด้วยความสมัครใจ หรือถูกไล่ออก เนื่องจากความผิดร้ายแรง

                (8)  การประกันชดเชยค่าจ้างค้างจ่าย

                       ประกันชดเชยค่าจ้างค้างจ่ายเป็นการประกันภาคบังคับแก่นายจ้างในสถานประกอบการ ที่มีลูกจ้างน้อยกว่า  300  คน  ยกเว้นกิจการก่อสร้างหรือซ่อมแวมที่มีมูลค่ามไม่เกิน  20  ล้านวอน  มีขนาดไม่เกิน  330  ตรม. การเกษตรที่ไม่เป็นนิติบุคคลซึ่งมีลูกจ้างไม่เกิน  5  คน  โดยนายจ้างต้องทำประกันชดเชยค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างภายใน  1  ปี  นับตั้งแต่วันทำสัญญาจ้าง เพื่อเป็นหลักประกันแก่แรงงานกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่่าจ้างหรือค้างชำระค่าจ้าง  นายจ้างรายใดฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 5  ล้านวอน  แรงงานต่างชาติที่มีสิทธิ์จะได้รับเงินชดเชยค่าจ้างค้างจ่ายสูงสุด ไม่เกิน  2  ล้านวอน

                 (9)  เงินรางวัลสิ้นสุดสัญญาจ้าง(แทจิกกึม)

                       เงินรางวัลสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือแทจิกกึม  เป็นเงินที่นายจ้างในสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง  5  คนขึ้นไป  จ่ายให้กรณีแรงงานต่างชาติทำงานกับนายจ้างไม่น้อยกว่า  1 ปีเป็นเงินมูลค่า  เท่ากับค่าจ้าง  30  วัน  โดยนายจ้างจะต้องจ่ายภายใน  14  วัน  นับตั้งแต่วันสุดท้ายของการทำงาน  หากนายจ้างฝ่าฝืนจะได้รับโทษจำคุกไม่เกิน  3  ปี  หรือปรับไม่เกิน  10  ล้านวอน

                 (10)  เงินทดแทนเนื่องจากบริษัทล้มละลายหรือเงินชดเชยดังกึม

                          แรงงานต่างชาติที่สิ้นสุดการทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง เนื่องจากนายจ้างยกเลิกกิจการจากกรณีข้างล่างนี้ข้อหนึ่งข้อใด ผู้ใช้แรงงานสามารถขอรังเงินชดเชยเป็นค่าจ้างค้างจ่ายสูงสุดไม่เกิน       3  เดือน  เงินแทจิกกึ ไม่เกิน 3 ปี และค่าแรงในวันหยุดไม่เกิน 3 เดือน โดยสามารถเรียกร้องเงิน เชดังกึม ได้ภายใน  2  ปี

 

                  กรณีถูกตัดสินจากศาลให้ล้มละลาย

                  แรงงานต่างชาติ สามารถยื่นคำร้องขอรับเงินชดเชยผ่านสำนักงานสังคมสงเคราะห์และค่าทดแทนสำหรับแรงงาน  โดยเงินจะส่งเข้าบัญชีของผู้ยื่นคำร้องโดยตรง

 

                  กรณีถูกตัดสินจากศาลให้ล้มละลาย

                  แรงงานต่างชาติ สามารถยื่นคำร้องขอรับเงินชดเชยผ่านสำนักงานสังคมสงเคราะห์และค่าทดแทนสำหรับแรงงาน โดยเงินจะส่งเข้าบัญชีของผู้ยื่นคำร้องโดยตรง

 

                  กรณีอื่นที่เทียบเท่ากับการล้มละลาย

                  กรณีอื่นที่เทียบเท่ากับการล้มละลายตามกฎหมายกำหนด แรงงานต่างชาติสามารถยื่นใบรับรองการล้มละลายต่อหัวหน้าสำนักแรงงานท้องถิ่น(ภายใน 1 ปีนับจากวันที่ออกจากบริษัท) และรับเอกสารรายงานการล้มละลาย จากนั้นยื่นคำร้องขอรับเงินเชดังกึมพร้อมยื่นเอกสารยืนยันการล้มละลายของบริษัทที่สำนักงานแรงงานท้องถิ่น  หลังจากนั้นสำนักงานแรงงานท้องถิ่นจะตรวจสอบและส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานสังคมสงเคราะห์และค่าทดแทนแรงงาน ผู้ยื่นคำร้องจะได้รับเงินโดยเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีของผู้ยื่นคำร้องโดยตรง

 

                   11. การประกันค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับ (Return Cost Insurance)

                         การประกันค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศ เป็นการประกันภาคบังคับแก่แรงงาน        ต่างชาติ  มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเตรียมค่าใช้จ่ายเมื่อแรงงานต่างชาติต้องการเดินทางกลับประเทศ โดยจะขอรับเงินประกันเดินทางกลับได้ในกรณีดังนี้

                         (1)  เดินทางกลับประเทศเนื่องจากสัญญาการจ้างสิ้นสุดลง หรือเป็นผู้ที่หลบหนีนายจ้างแล้วประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ

                         (2)  เดินทางกลับประเทศด้วยเหตุจำเป็น (ไม่รวมถึงการเดินทางกลับประเทศชั่วคราว)

                         (3)  ถูกเลิกจ้างงาน ด้วยสาเหตุที่เกิดจากตัวแรงงานเอง ทำให้ต้องส่งกลับประเทศโดยไม่มีข้อยกเว้นกรณีใดๆ

                   แรงงานต่างชาติในระบบ EPS  ทุกคนต้องทำประกันค่าใช้จ่ายในการเดินททางกลับประเทศภายใน 80 วัน นับจากวันเดินทางเข้าประเทศ โดยแรงงานต่างชาติเป็นผู้รับผิดชอบการจ่ายเบี้ยประกันซึ่งกำหนดให้ชำระครั้งเดียวเต็มจำนวนอัตราเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับประเทศผู้ส่ง (Sending Country) สำหรับประเทศไทยกำหนดเบี้ยประกันจำนวน 400,000 วอน  โดยแรงงานต่างชาติสามารถสมัครอบรมก่อนส่งต่อให้นายจ้าง  ทั้งนี้  เบี้ยประกันจะถูกตัดผ่านบัญชีธนาคารที่แรงงานต่างชาติแจ้งไว้ แรงงานต่างชาติที่ฝ่าฝืนไม่ทำประกันภัยเดินทางกลับมีโทษปรับ 800,000 - 1,000,000  วอน  กรณีแรงงานต่างชาติเสียชีวิตขณะทำงานในสาธารณรัฐเกาหลี ทายาทโดยธรรมเป็นผู้มีสิทธิ์รับเงินประกันค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับแทน

                    การขอรับเงินประกันค่าเดินทางกลับประเทศ สามารถติดต่อที่ศูนย์ส่งเสริมการจ้างงานในเขตพื้นที่ที่อาศัยอยู่ เพื่อแจ้งความประสงค์ขอเดินทางกลับประเทศ  หลังจากนั้นศูนย์ส่งเสริมการจ้างงานจะออกแบบฟอร์มการกลับประเทศ โดยให้กรอกแบบฟอร์มเกี่ยวกับตัวเอง ได้แก่ ชื่อ/นางสกุล หมายเลขบัญชีธนาคาร  หมายเลขหนังสือเดินทาง เป็นต้น พร้อมทั้งแนบสำเนาเอกสารทั้งหมดเพื่อประกอบการยื่นคำร้องขอรับเงินประกันเดินทางกลับ  ณ  ศูนย์พัฒนาแรงงานเพื่อการอุตสาหกรรมเกาหลี หรือบริษัทประกันซัมซองฮวาเจ  หลังจากเรื่องผ่านการอนุมัติ เงินประกันเดินทางกลับจะถูกโอนเข้าบัญชีธนาครที่แจ้งไว้โดยอัตโนมัติ

 

                      12.  เงินบำเหน็จ (Pension)

                             ผู้ใช้แรงงานในสาธารณรัฐเกาหลีที่ทำงานในสถานประกอบการ ซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่  5  คนขึ้นไป จะต้องเข้าร่วมโครงการเงินบำนาญแห่งชาติ  ด้วยการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนบำนาญเพื่อสร้างความมั่่นคงในการดำรงชีวิต โดยนายจ้างและลูกจ้างจะต้องร่วมจ่ายเงินสมทบกองทุนฝ่ายละ  4.5% ของเงินเดือนมาตฐาน สมาชิกกองทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์   ดังนี้

                              *  เงินบำนาญกรณีชราภาพ    เป็นเงินที่จ่ายรายเดือนให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมโครงการมาแล้วไม่น้อยกว่า  10  ปี และมีอายุ 60 ปีขึ้นไป  อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013) เกณฑ์อายุรับเงินบำนาญจะเพิ่มขึ้น  1 ปี  ในทุกๆ ระยะ 5 ปี  และเป็น 65  ปี ในปี พ.ศ. 2576 (ค.ส. 2033)

                              *  เงินบำนาญกรณีทุพพลภาพ    เป็นเงินที่จ่ายให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยระหว่งเข้าร่วมโครงการและอาการทุพพลภาพหลังสิ้นสุดการรักษาพยาบาล  จำนวนเงินบำนาญขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของความทุพพลภาพ  สำหรับความทุพพลภาพระดับ  1- 3   จะได้รับเงินบำนาญเป็นรายปี ส่วนความทุพพลภาพระดับ  4  จะได้รับเป็นเงินก้อน

                              *  เงินบำนาญกรณีเสียชีวิต     กรณีผู้เข้าร่วมโครงการเสียชีวิต หรือผู้รัยเงินบำนาญชราภาพ  บำนาญทุพพลภาพ เสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินช่วยยังชีพรายเดือน  ทั้งนี้ ทายาทสามารถยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์ย้อนหลังได้ไม่เดิน  5  ปี

                              *  เงินบำเหน็จ (เงินก้อน)   กรณีเป็นแรงงานต่างชาติจะสามารถขอคืนเงินสมทบ(ส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง) พร้อมดอกเบี้ย เมื่อเดินทางกลับประเทศ(ภายในเวลา 5 ปี นับจากวันที่เดินทางออกจากสาธารณรัฐเกาหลี) หรือเมื่ออายุครบ  60  ปีบริบูรณ์

 

                               สำหรับแรงงานต่างชาติที่มีอายุระหว่าง  18-60 ปี และพำนักอยู่ในสาธารณรัฐเกาหลี  ต้องเข้าร่วมโครงการเงินบำนาญแห่งชาติเช่นเดียวกับชาวเกาหลี  อย่างไรก็ตามบุคคลสัญชาติอื่นที่มีโครงการเงินบำนาญแห่งชาติของตนเองซึ่งไม่ได้บังคับใช้กับชาวเกาหลี จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเข้าร่วมโครงการนี้

                                แรงงานต่างชาติที่เข้าร่วมโครงการบำนาญแห่งชาติและจ่ายเงินสมทบกองทุนบำนาญ จะขอรับสิทธิประโยชน์เป็นเงินบำเหน็จคืนได้ในกรณี  ดังต่อไปนี้

                                (1)  กรณีสิ้นสุดสัญญาจ้างและเดินทางกลับประเทศ  โดยไม่กลับเข้ามาทำงานในสาธารณรัฐเกาหลีอีก  ผู้มีสิทธิ์สามารถยื่นคำร้องขอรับเงินบำเหน็จก่อนเดินทางกลับได้ที่สำนักงานประกันสังคม(National  Pension  Service  :  NPS) ในเขตพื้นที่ที่อาศัยอยู่  ทั้งนี้ เงินบำเหน็จจะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารที่ผู้มีสิทธิ์แจ้งไว้หลังจากที่เดินทางออกจากสาธารณรัฐเกาหลีแล้ว

                                (2)  กรณีผู้มีสิทธิ์เสียชีวิต  สิทธิ์จะตกทอดถึงทายาทโดยธรรม โดยทายาทจะได้รับเงิยยังชีพรายเดือนตามอัตราที่  NPS  กำหนด

 

ขั้นตอนการร้องขอคืนเงินบำเหน็จ

           เอกสารที่ต้องเตรียมกรณียื่นคำร้องภายในสาธารณรัฐเกาหลี (ยื่นคำร้องก่อนเดินทางกลับประเทศ)

           *  กรอกแบบคำร้อเป็นภาษาอังกฤษ

           *  สำเนาหนังสือเดินทาง

           *  สำเนาบัตรต่งด้าว (กาม่า)

           *  สำเนาสมุดบัญชีธนาคารที่เป็นชื่อผู้มีสิทธิ์เท่านั้น

           *  สำเนาบัตรโดยสารเครื่องบินที่จะใช้เดินทางกลับประเทศ

 

เอกสารที่ต้องเตรียมกรณียื่นคำร้องจากต่างประเทศทางไปรษณีย์(ยื่นคำร้องภายหลังเดินทางกลับประเทศ)

           *  กรอกแบบคำร้อเป็นภาษาอังกฤษ(ต้องได้รับการรับรองจากหน่วยราชการของประเทศที่ผู้มีสิทธิ์อาศัยอยู่และรับรองจากสถานกงสุลหรือสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีประจำประเทศนั้นๆ)

           *  สำเนาหนังสือเดินทาง

           *  สำเนาบัตรต่างด้าว(กาม่า)

           *  สำเนาสมุดบัญชีธนาคารที่เป็นชื่อผู้มีสิทธิ์เท่านั้น

 

           กรณีประเทศที่ผู้มีสิทธิ์มีถิ่นพำนักลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการรับคำร้องขอรับประโยชน์ทดแทนเงินบำนาญแห่งชาติกับสาธารณรัฐเกาหลี หรือบำเหน็จหรือเงินบำนาญ  สามารถยื่นคำร้องขอรับประโยชน์ทดแทนผ่านหน่วยงานที่ลงนามบันทึกความเข้าใจหรือข้อตกลงไว้กับสาธารณรัฐเกาหลีได้

 

           ทั้งนี้   กระทรวงแรงงาน ประเทศไทย ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการรับคำร้องขอรับประโยชน์เงินทดแทนเงินบำนาญแห่งชาติสาธารณรัฐเกาหลีกับสำนักงานเงินบำนาญแห่งชาติ สาธารณรัฐเกาหลี มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่  27 สิงหาคม 2553  เพื่ออำนวยความสะดวก

 

           การยื่นคำร้อง

           1.  ขอรับแบบคำร้องขอรับเงินประโยชน์ทดแทนฯ (เงินสะสมเลี้ยงชีพประเภทบำเหน็จ) ได้ที่สำนักงานแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ

           2.  กรอกข้อมูลรายละเอียดเป็นภาษาอังกฤษลงในแบบคำร้อง

           3.  ลงลายมือชื่อในแบบคำร้องให้เหมือนกับลายมือชื่อในหนังสือเดินทาง

           4.  ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลที่กรอกในแบบคำร้องและเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง

 

            เอกสารประกอบการยื่นคำร้อง

            1.  สำเนาหนังสือเดินทาง (ถ่ายเอกสารทุกหน้าที่มีตราประทับเข้าออก)

            2.  สำเนาบัตรประจำตัวแรงงานต่างชาติ  ใบกาม่า (มีหรือไม่มีก็ได้)

            3.  สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารที่เป็นชื่อของผู้มีสิทธิ์เท่านั้น

            4.  สำเนาบัตรประชาชน

            5.  สำเนาทะเบียนบ้าน

            6.  สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล  พร้อมเอกสารแปลเป็นภาษาอังกฤษ